Menu
NEWS & ACTIVITIES

จับตาวัตถุดิบปุ๋ยโลก จีนเพิ่มส่งออกยูเรียกดดันตลาด ขณะที่แอมซัล-โพแทชมีแรงพยุงจากข้อจำกัดด้านอุปทาน

ตลาดวัตถุดิบปุ๋ยโลกในช่วงต้นเดือนตุลาคม 2569 มีทิศทางแตกต่างกันมากขึ้น โดย ยูเรีย (Urea) เริ่มเผชิญแรงกดดันด้านราคาในระยะสั้น หลังจีนอนุมัติปริมาณส่งออกเพิ่มเติมอีกประมาณ 1.5-2.0 ล้านตัน เพิ่มความเป็นไปได้ที่อุปทานจะเข้าสู่ตลาดโลกมากขึ้น
 
ในขณะที่ แอมโมเนียมซัลเฟต (Amsul) มีภาวะค่อนข้างสมดุลถึงแข็งแรงเล็กน้อย เนื่องจากปริมาณส่งออกจากจีนมีจำกัดและอุปทานในยุโรปยังตึงตัว ส่วน DAP/MAP ยังคงมีราคาอยู่ในระดับสูงจากข้อจำกัดด้านอุปทานและต้นทุนวัตถุดิบ แม้ว่าระดับราคาที่สูงจะเริ่มจำกัดความต้องการซื้อ
ด้าน โพแทช (MOP) แม้ความต้องการโดยรวมยังค่อนข้างอ่อนและจีนมีสินค้าคงคลังสูง แต่ความเสี่ยงด้านโลจิสติกส์จากรัสเซียและเบลารุสกำลังเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจช่วยสร้างฐานรองรับราคาในระยะต่อไป
ภาพรวมจึงสะท้อนว่า ตลาดไม่ได้เคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน โดย Urea มีความเสี่ยงด้านราคาขาลงมากที่สุดในระยะสั้น ขณะที่ Amsul และ Potash มีแรงพยุงจากข้อจำกัดด้านอุปทาน ส่วน Phosphate ยังคงมีราคาแพงแต่มีความอ่อนไหวต่อความต้องการซื้อ

ยูเรีย (Urea)
จีนเพิ่มโควตาส่งออก เปลี่ยนภาพตลาดสู่ความเสี่ยงด้านอุปทานส่วนเกินระยะสั้น
ตลาดยูเรียมีการเปลี่ยนแปลงสำคัญจากช่วงปลายเดือนกันยายน โดยเริ่มเปลี่ยนจากภาวะอุปทานตึงตัวไปสู่ ความเสี่ยงด้านอุปทานส่วนเกินในระยะสั้น
จีนอนุมัติโควตาส่งออกรอบที่ 4 เพิ่มอีกประมาณ 1.5-2.0 ล้านตัน ส่งผลให้ปริมาณการจัดสรรเพื่อการส่งออกของจีนโดยรวมอาจเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 5.5-7.0 ล้านตัน
ราคา Granular Urea ของจีนลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 430-450 USD/ตัน FOB อย่างไรก็ตาม ผลกระทบต่อราคาตลาดโลกจะขึ้นอยู่กับว่า ปริมาณที่ได้รับอนุมัติสามารถส่งออกจริงได้เร็วเพียงใด
ขณะเดียวกัน อุปทานจากตะวันออกกลางยังต่ำกว่าระดับปกติ โดยการส่งออกในเดือนกันยายนอยู่ที่ประมาณ 445,000 ตัน เทียบกับระดับเฉลี่ยในอดีตประมาณ 1.4 ล้านตันต่อเดือน ทำให้ข้อจำกัดด้านอุปทานจากตะวันออกกลางยังช่วยป้องกันไม่ให้ราคายูเรียปรับลดลงอย่างรวดเร็ว

ตลาดสำคัญที่ต้องติดตาม
จีน – การเพิ่มโควตาส่งออกเป็นปัจจัยกดดันตลาดที่สำคัญที่สุดในระยะสั้น โดยจังหวะการส่งออกจริงจะเป็นตัวกำหนดผลกระทบต่อราคา
อินเดีย – การประมูลของ IPL ปริมาณประมาณ 1.7 ล้านตัน ปิดรับข้อเสนอวันที่ 7 ตุลาคม และกำหนดส่งมอบภายในวันที่ 1 ธันวาคม ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดทิศทางราคาตลาดในระยะสั้น
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Granular Urea อยู่ที่ประมาณ 460-480 USD/ตัน CFR และ Prilled Urea ประมาณ 400-425 USD/ตัน CFR ผู้ซื้อยังค่อนข้างระมัดระวัง เนื่องจากคาดว่าจะมีอุปทานจากจีนเพิ่มขึ้น
หากอินเดียไม่สามารถดูดซับปริมาณส่งออกเพิ่มเติมจากจีนได้ทั้งหมด เอเชียตะวันออกเฉียงใต้อาจกลายเป็นหนึ่งในตลาดรองรับสินค้า ซึ่งอาจสร้างแรงกดดันต่อราคาในภูมิภาค รวมถึงประเทศไทย
บราซิล Granular Urea อยู่ที่ประมาณ 465-495 USD/ตัน CFR ความต้องการยังมีอยู่ก่อนฤดูปลูกถั่วเหลืองและข้าวโพด แต่ผู้ซื้อยังให้ความสำคัญกับระดับราคา
แนวโน้ม 60 วัน: Bearish to Sideways ↓-
ราคามีโอกาสอ่อนตัวเพิ่มเติมหากสินค้าจากจีนเข้าสู่ตลาดอย่างรวดเร็ว แต่แรงกดดันด้านขาลงอาจถูกจำกัด หากการส่งออกจากจีนล่าช้าและอุปทานจากตะวันออกกลางยังไม่กลับสู่ภาวะปกติ

แอมโมเนียมซัลเฟต (Ammonium Sulphate: Amsul)
ตลาดค่อนข้างสมดุล อุปทานจีนและยุโรปช่วยพยุงราคา
Amsul มีภาพตลาดแตกต่างจากยูเรีย โดยอยู่ในภาวะ ค่อนข้างสมดุลถึงแข็งแรงเล็กน้อย เนื่องจากปริมาณสินค้าส่งออกจากจีนมีจำกัด ขณะที่อุปทานในยุโรปยังตึงตัว
ราคาปัจจุบันของ China Standard Caprolactam Grade อยู่ที่ประมาณ 210-215 USD/ตัน FOB และ Compacted Grade ประมาณ 220-225 USD/ตัน FOB
ผู้ผลิตจีนหลายรายขายปริมาณสินค้าสำหรับส่งออกไปแล้วเป็นส่วนใหญ่ ทำให้ความพร้อมของสินค้าใหม่ค่อนข้างจำกัด
ในยุโรป อุปทานยังตึงตัวจากอัตราการผลิตที่ลดลงและต้นทุนการผลิตที่สูง นอกจากนี้ โควตานำเข้า Amsul แบบปลอดภาษีของสหภาพยุโรปใกล้ถูกใช้เต็มแล้ว ซึ่งอาจทำให้สินค้าจากจีนต้องเผชิญภาษี MFN ที่ 6.5% หลังจากโควตาหมด
แนวโน้ม 60 วัน: Stable to Slightly Firm →↑↑
อุปทานส่งออกจากจีนที่จำกัดและภาวะตึงตัวในยุโรปยังช่วยพยุงราคา อย่างไรก็ตาม ความสามารถในการซื้อของตลาดไนโตรเจนและการเปลี่ยนแปลงของราคากำมะถันอาจจำกัดการปรับขึ้นเพิ่มเติม

ฟอสเฟต (DAP / ΜΑΡ)
ราคายังสูงและค่อนข้างแข็ง แต่ผู้ซื้อเริ่มระมัดระวังมากขึ้น
ตลาด DAP/MAP ยังคงมีราคาอยู่ในระดับสูง โดยปัจจัยหลักคือ จีนยังแทบไม่กลับเข้าสู่ตลาดส่งออก ขณะที่อัตราการผลิตในประเทศจีนยังค่อนข้างต่ำ และข้อจำกัดด้านการส่งออกยังทำให้อุปทานในตลาดโลกตึงตัว
นอกจากนี้ ต้นทุนกำมะถันที่สูงยังเป็นแรงกดดันต่อต้นทุนการผลิตฟอสเฟต อย่างไรก็ตาม ราคาปุ๋ยที่อยู่ในระดับสูงกำลังทำให้ผู้ซื้อมีความอ่อนไหวต่อราคามากขึ้น โดยเฉพาะในตลาดที่ให้ความสำคัญกับความสามารถในการซื้อ
อินเดีย ยังคงเป็นศูนย์กลางความต้องการ DAP ที่สำคัญของโลก โดยสินค้าคงคลัง DAP เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 620,000 ตัน ในช่วงปลายเดือนกันยายน และการตัดสินใจด้านเงินอุดหนุนและการจัดซื้อสำหรับฤดู Rabi รอบถัดไปจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อความต้องการ
บราซิล MAP อยู่ที่ประมาณ 830-850 USD/ตัน CFR ความต้องการทางการเกษตรยังมีอยู่ แต่ระดับราคาปุ๋ยที่สูงทำให้ผู้ซื้อชะลอการจัดซื้อ แม้ว่าการเพาะปลูกถั่วเหลืองและข้าวโพดกำลังดำเนินไปและอาจช่วยให้ความต้องการเพิ่มขึ้นตามลำดับ
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ – ระดับราคาฟอสเฟตยังสูงเมื่อเทียบกับสภาพแวดล้อมด้านราคาขายปุ๋ย ส่งผลให้ปุ๋ย NPK ที่มีฟอสฟอรัสสูงเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุน
แนวโน้ม 60 วัน: Firm to Sideways →
ข้อจำกัดด้านการส่งออกจากจีนยังช่วยป้องกันการลดลงของราคาอย่างมีนัยสำคัญ แต่ระดับราคาที่สูงกำลังจำกัดความต้องการในอินเดีย บราซิล และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
 
โพแทช (MOP / SOP)
อุปสงค์ยังอ่อน แต่ความเสี่ยงด้านอุปทานเริ่มเพิ่มขึ้น
ตลาดโพแทชเริ่มมีภาพที่สมดุลมากขึ้น แม้ความต้องการโดยรวมยังค่อนข้างอ่อนและจีนมีสินค้าคงคลังสูง แต่ ความเสี่ยงด้านอุปทานจากรัสเซียและเบลารุสกำลังเพิ่มขึ้น
ปัญหาความแออัดของระบบรถไฟส่งผลกระทบต่อ Uralkali และผู้ผลิตรายใหญ่ ขณะที่เส้นทางส่งออกผ่านท่าเรือ Baltic และ Black Sea ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตาม หากปัญหาโลจิสติกส์ยืดเยื้อ อาจทำให้ความพร้อมของอุปทานในตลาดโลกลดลง
จีนมีสินค้าคงคลัง MOP ประมาณ 4 ล้านตัน สูงกว่าปีก่อนอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ราคาในประเทศยังถูกกดดันและจำกัดโอกาสปรับขึ้นของตลาดโลกในระยะสั้น
ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ราคายังค่อนข้างทรงตัว โดยการประมูลล่าสุดของอินโดนีเซียได้รับข้อเสนอประมาณ 435-444 USD/ตัน CFR สูงกว่าการประมูลครั้งก่อน และถือเป็นตัวชี้วัดสำคัญของตลาดภูมิภาค
แนวโน้ม 60 วัน: Sideways with Supply-Side Support →
อุปสงค์ที่อ่อนและสินค้าคงคลังจีนที่สูงยังจำกัดการปรับขึ้นของราคา แต่ปัญหาโลจิสติกส์จากรัสเซียและเบลารุสอาจช่วยสร้าง ฐานรองรับราคา (Price Floor) หรือทำให้ราคาฟื้นตัวได้หากปัญหายืดเยื้อ

ผลกระทบและมุมมองต่อประเทศไทย
สำหรับประเทศไทย การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดในรอบนี้คือ ความเสี่ยงด้านราคาของยูเรียเริ่มเปลี่ยนจากขาขึ้นมาเป็นขาลงในระยะสั้น หลังจีนเพิ่มโควตาส่งออกอีก 1.5-2.0 ล้านตัน
หากสินค้าจีนเข้าสู่ตลาดอย่างรวดเร็ว และอินเดียไม่สามารถดูดซับปริมาณดังกล่าวได้ทั้งหมด อุปทานส่วนหนึ่งอาจเข้าสู่ตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีโอกาสสร้างแรงกดดันต่อราคายูเรียในภูมิภาค รวมถึงประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม ยังไม่ควรตีความว่า ราคายูเรียจะลดลงอย่างรุนแรงทันที เนื่องจากอุปทานจากตะวันออกกลางยังต่ำกว่าระดับปกติ และจังหวะการส่งออกจริงของจีนยังมีความไม่แน่นอน
สำหรับ Amsul ความพร้อมของอุปทานจากจีนยังมีจำกัด จึงทำให้ตลาดมีแรงพยุงมากกว่ายูเรีย ขณะที่ DAP/MAP ยังคงมีต้นทุนสูงและอุปทานจำกัด แต่ความสามารถในการซื้อของตลาดเริ่มเป็นปัจจัยสำคัญที่จำกัดการปรับขึ้นของราคา
ด้าน MOP แม้ระดับสินค้าคงคลังของจีนยังสูง แต่ความเสี่ยงด้านโลจิสติกส์จากรัสเซียและเบลารุสทำให้ โอกาสที่ราคาจะลดลงต่ออย่างรวดเร็วเริ่มมีจำกัดมากขึ้น
ดังนั้น ภาพของตลาดสำหรับประเทศไทยในช่วง 1-2 เดือนข้างหน้าจึงยังคงแตกต่างกันตามชนิดของวัตถุดิบ และควรติดตามทั้ง ราคา อุปทาน จังหวะการส่งออก และค่าขนส่ง ควบคู่กัน
BACK