Menu
NEWS & ACTIVITIES

TFAS ถ่ายทอดความรู้การจัดการธาตุอาหารและสุขภาพต้นทุเรียน สู่การผลิตที่มีคุณภาพ ลดต้นทุน และเติบโตอย่างยั่งยืน

สมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทย จัดการบรรยายหัวข้อ “ธาตุอาหารและการจัดการศัตรูพืชในทุเรียน” เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2569 ณ ห้องบรรจงแกรนด์บอลรูม โรงแรมบรรจงบุรี อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยได้รับเกียรติจาก รองศาสตราจารย์ ดร.สุมิตรา ภู่วโรดม เป็นวิทยากร
 
กิจกรรมดังกล่าวได้รับความสนใจจากเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนและผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมกว่า 250 คน สะท้อนถึงความสำคัญขององค์ความรู้ด้านการจัดการดิน ธาตุอาหาร และสุขภาพต้นทุเรียน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและรับมือกับต้นทุนที่สูงขึ้น

ดินและระบบราก คือรากฐานของทุเรียนคุณภาพ
การผลิตทุเรียนที่มีคุณภาพและควบคุมต้นทุนได้ในระยะยาว ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการใส่ปุ๋ยหรือการพ่นสารเคมีในปริมาณมากเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเริ่มจากการดูแลดิน ระบบราก น้ำ และทรงพุ่มให้เหมาะสม พื้นที่ภาคใต้มีฝนตกชุก ทำให้ดินมีแนวโน้มเป็นกรดและเกิดการชะล้างธาตุอาหารได้ง่าย เกษตรกรจึงควรตรวจวิเคราะห์ดินและติดตามค่า pH อย่างสม่ำเสมอ โดยค่า pH ที่เหมาะสมสำหรับทุเรียนอยู่ที่ประมาณ 5.5-6.5
หากดินมีความเป็นกรดสูง สามารถพิจารณาใช้โดโลไมต์เพื่อปรับสภาพดินและเสริมแคลเซียมกับแมกนีเซียม ทั้งนี้ ควรใช้ตามผลวิเคราะห์ดินและแบ่งใส่ตามความจำเป็น ไม่ควรใส่ปริมาณมากในครั้งเดียว

ธาตุอาหารต้องครบและสมดุล
ธาตุอาหารพืชทุกชนิดมีบทบาทร่วมกันต่อการเจริญเติบโตของทุเรียน การให้ปุ๋ยจึงควรคำนึงถึงความสมดุลของธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรอง และจุลธาตุ ไม่ควรเน้นเฉพาะ N-P-K หรือใส่ธาตุใดธาตุหนึ่งมากเกินไป
 
กลุ่ม ธาตุอาหารหลัก บทบาทสำคัญต่อทุเรียน
ธาตุอาหารหลัก ไนโตรเจน (N)
ส่งเสริมการเจริญของใบ กิ่ง ราก และทรงพุ่ม
  ฟอสฟอรัส (P) เกี่ยวข้องกับการพัฒนารากและการถ่ายทอดพลังงาน
  โพแทสเซียม (K) ช่วยการเคลื่อนย้ายน้ำตาล คุณภาพผล และความแข็งแรงของต้น
ธาตุอาหารรอง แคลเซียม (Ca) ช่วยเสริมความแข็งแรงของผนังเซลล์และคุณภาพผล
  แมกนีเซียม (Mg) เป็นองค์ประกอบของคลอโรฟิลล์และการสังเคราะห์แสง
  กำมะถัน (S) เกี่ยวข้องกับการสร้างโปรตีนและการทำงานของเอนไซม์
จุลธาตุ เหล็ก (Fe) ช่วยการสร้างคลอโรฟิลล์และการทำงานของเอนไซม์
  แมงกานีส (Mn) เกี่ยวข้องกับการสังเคราะห์แสงและการทำงานของเอนไซม์
  สังกะสี (Zn) สำคัญต่อการพัฒนายอด ใบ ราก และการเจริญเติบโต
  ทองแดง (Cu) เกี่ยวข้องกับเอนไซม์และความแข็งแรงของเนื้อเยื่อพืช
  โบรอน (B) สำคัญต่อการเจริญของยอด การผสมเกสร และการติดผล
  โมลิบดีนัม (Mo) ช่วยกระบวนการใช้ไนโตรเจนของพืช
  คลอรีน (Cl) เกี่ยวข้องกับสมดุลน้ำและการทำงานของปากใบ
ธาตุเพิ่มเติม นิกเกิล (Ni) ช่วยการทำงานของเอนไซม์ยูรีเอส และการใช้ไนโตรเจนในรูปยูเรีย

ใช้ปุ๋ยอย่างมีข้อมูล ลดความเสี่ยงจากความไม่สมดุล
การจัดการธาตุอาหารควรพิจารณาจากผลวิเคราะห์ดิน ผลวิเคราะห์ใบ ขนาดต้น ปริมาณผลผลิต และสภาพจริงของแต่ละแปลง เพื่อให้ต้นทุเรียนได้รับธาตุอาหารอย่างเหมาะสม

ประเด็นสำคัญที่ควรระวัง ได้แก่
- การใช้ไนโตรเจนมากเกินไปอาจทำให้ต้นเจริญเร็ว เนื้อเยื่ออ่อน และเพิ่มความเสี่ยงจากโรคและแมลง
- ฟอสฟอรัสสามารถสะสมในดินได้สูง การใส่มากเกินไปอาจทำให้สังกะสีและจุลธาตุบางชนิดใช้ประโยชน์ได้น้อยลง
- โพแทสเซียมที่สูงเกินไปอาจลดการดูดใช้แคลเซียมและแมกนีเซียม
- ดินที่มีค่า pH ไม่เหมาะสมอาจทำให้พืชดูดใช้ธาตุอาหารบางชนิดได้จำกัด แม้ในดินจะมีธาตุนั้นอยู่แล้ว
 
ต้นแข็งแรง ช่วยลดความเสี่ยงจากโรคและแมลง
การจัดการโรคและแมลงในสวนทุเรียนไม่ควรพึ่งพาสารเคมีเพียงอย่างเดียว ต้นทุเรียนที่มีระบบรากแข็งแรง ได้รับธาตุอาหารสมดุล มีทรงพุ่มโปร่ง และไม่มีน้ำขัง จะสามารถลดความเสี่ยงจากโรคและแมลงได้ดีกว่า
การเพิ่มอินทรียวัตถุ การคลุมดิน การจัดการระบายน้ำ และการตัดแต่งทรงพุ่มอย่างเหมาะสม เป็นแนวทางสำคัญในการรักษาสุขภาพต้นทุเรียน และช่วยลดความเสี่ยงจากปัญหาโรครากและโคนเน่าในระยะยาว

ร่วมยกระดับทุเรียนไทยอย่างยั่งยืน
สมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทย มุ่งสนับสนุนให้เกษตรกรนำองค์ความรู้ด้านการจัดการดินและธาตุอาหารไปประยุกต์ใช้ในสวนจริง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุนที่ไม่จำเป็น และยกระดับคุณภาพทุเรียนไทยอย่างต่อเนื่อง
 
“ทุเรียนคุณภาพ เริ่มจากดินที่ดี รากที่แข็งแรง และธาตุอาหารที่ครบถ้วนสมดุล”
BACK